ฝุ่น

ฝุ่น
Leemupai

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569

วัดเบญจมบพิตร

 





ศิลปะรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ 24 จนถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 25 เป็นยุคแห่งการปรับตัวสู่ความทันสมัย Modernization ซึ่ง พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการก้าวเข้าสู่ยุค ศิลปะรัตนโกสินทร์ยุคใหม่ โดยมีรายละเอียดดังนี้

การรักษาขนบประเพณีแม้จะเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง แต่ศิลปะรัตนโกสินทร์ยังคงรักษาเอกลักษณ์ หลังคาซ้อนชั้น ที่มีความลาดชันสูง และการประดับ เครื่องลำยอง ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ไว้อย่างครบถ้วน นอกจากนี้ หน้าบัน ยังมีการสลักลวดลายไทยที่ละเอียดและอ่อนช้อยตามแบบฉบับช่างหลวง การรับอิทธิพลสถาปัตยกรรมตะวันตกจุดเด่นของศิลปะในยุคนี้คือการผสมผสานวัสดุและเทคนิคแบบสากล เห็นได้จากการใช้ หินอ่อนสีขาว เป็นวัสดุหลักแทนการก่ออิฐถือปูน และการวางผังอาคารแบบ จตุรมุข Cruciform ที่เน้นความสมดุลแบบสมมาตร Symmetry อย่างเคร่งครัด ประติมากรรมแบบผสมผสานสิงห์หินอ่อน ที่เชิงบันได

พระอุโบสถ สะท้อนถึงการนำสัตว์ในปกรณัมไทยมาสร้างสรรค์ด้วยวัสดุและเทคนิคการแกะสลักหินแบบตะวันตก ซึ่งเป็นอีกลักษณะเด่นของศิลปะรัตนโกสินทร์ในช่วงที่ต้องการแสดงออกถึงความเป็นอารยะ ความเรียบง่ายที่สง่างาม ศิลปะรัตนโกสินทร์ในยุคนี้เริ่มลดทอนความฟุ่มเฟือยของลวดลายลงในบางส่วนเพื่อให้ความสำคัญกับ สัดส่วนและวัสดุ ที่ดูสะอาดตาและมั่นคง เช่น เสาหินอ่อนทรงเหลี่ยมเรียบๆ ที่รองรับมุขหน้าพระอุโบสถ หมายเหตุ ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผู้ออกแบบ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และประวัติการสร้างในรัชกาลที่ 5 เป็นข้อมูลเพิ่มเติมจากการสนทนาและฐานความรู้ทั่วไป เพื่อให้คุณเห็นภาพรวมของศิลปะในยุคนั้นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

1. เอกลักษณ์ของ วัดหินอ่อน The Marble Temple รูปภาพแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการใช้ หินอ่อนสีขาว เป็นวัสดุหลักในการก่อสร้างผนังและเสาของพระอุโบสถ ซึ่งสอดคล้องกับประวัติที่ว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้สั่งนำเข้าหินอ่อนจากอิตาลีมาใช้ เพื่อสร้างความสวยงามและคงทนถาวรตามแบบอารยประเทศ

2. สถาปัตยกรรมแบบสมมาตรและทรงจตุรมุข แหล่งข้อมูลภาพเผยให้เห็นผังของอาคารที่มีความ สมมาตร Symmetry อย่างยิ่ง โดยมีลักษณะเป็น ทรงจตุรมุข Cruciform คือมีมุขยื่นออกมาสี่ด้าน ซึ่งเป็นการผสมผสานแนวคิดการวางผังแบบสากลเข้ากับสถาปัตยกรรมไทยประเพณีได้อย่างลงตัวที่สุดผลงานหนึ่งของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

3. การรักษาขนบธรรมเนียมศิลปะไทย แม้จะใช้วัสดุจากตะวันตก แต่รูปภาพยืนยันว่ายังคงรักษาองค์ประกอบสำคัญของวัดไทยไว้อย่างครบถ้วน หลังคาซ้อนชั้นมีลักษณะลาดชันและซ้อนกันหลายชั้นตามฐานานุศักดิ์ของพระอุโบสถ เครื่องลำยอง ประดับด้วยช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์ ที่วิจิตรงดงาม หน้าบัน Pediment มีการจำหลักลวดลายไทยที่ละเอียดซับซ้อนอยู่เหนือมุขหน้า

4. ประติมากรรมผู้พิทักษ์และการต้อนรับ บริเวณเชิงบันไดทางเข้าปรากฏ สิงห์หินอ่อน คู่ขนาดใหญ่ตั้งอยู่อย่างสง่างาม ซึ่งนอกจากจะทำหน้าที่เป็น "ทวารบาล" หรือผู้ปกป้องตามคติความเชื่อแล้ว ยังเป็นจุดเด่นที่ช่วยเสริมความโอ่อ่าให้แก่ทางเข้าสู่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ภายใน ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธชินราชจำลอง โดยสรุป แหล่งข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าวัดเบญจมบพิตรคือ สัญลักษณ์ของยุคเปลี่ยนผ่านในศิลปะรัตนโกสินทร์ ที่นำเอาความสง่างามแบบไทยดั้งเดิมมาประยุกต์เข้ากับความทันสมัยและวัสดุระดับสากลได้อย่างสมบูรณ์แบบ


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น