ก่อนที่จะกลายมาเป็นสถานีวัดมังกรในปัจจุบัน พื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นย่านการค้าและชุมชนเก่าแก่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างมาก ซึ่งภาพถ่ายในปี พ.ศ. 2542 ได้บันทึกสภาพการณ์ในช่วงเวลานั้นไว้ดังนี้ย่านตึกแถวโบราณและที่พำนักของชุมชน: พื้นที่นี้เคยเป็นกลุ่มอาคารพาณิชย์เก่าแก่ที่มีสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม มีระเบียงไม้และป้ายร้านค้าภาษาจีนที่แสดงถึงรากเหง้าของชาวไทยเชื้อสายจีนในย่านเยาวราช พื้นที่
ความขัดแย้งและการต่อต้านก่อนการก่อสร้างสถานีจะเริ่มต้นขึ้น บริเวณนี้คือศูนย์กลางของการประท้วง โดยชาวบ้านได้ขึ้นป้ายผ้าขนาดใหญ่ที่มีข้อความว่า ที่นี่ไชน่าทาวน์ ไม่เอารถไฟฟ้าใต้ดิน อย่าทำลาย ! เพื่อแสดงความกังวลว่าโครงการรถไฟฟ้าจะทำลายอัตลักษณ์และโครงสร้างอาคารประวัติศาสตร์ของพวกเขา การปะทะกันของวิถีชีวิตเก่าและใหม่ในขณะที่ยังเป็นย่านร้านค้าดั้งเดิม เราเริ่มเห็นการเข้ามาของทุนสมัยใหม่อย่าง 7-ELEVEN และป้ายโฆษณาสินค้าขนาดใหญ่ ติดตั้งอยู่เคียงคู่กับอาคารที่มีสภาพทรุดโทรมตามกาลเวลา วิถีชีวิตริมทางเท้าที่หนาแน่นพื้นที่หน้าสถานีในอดีตคือทางเท้าที่มีการตั้งแผงขายของและมีผู้คนสัญจร
ไปมาอย่างคับคั่งดังที่เห็นแผงเหล็กกั้นและผู้คนที่ยืนซื้อขายกันในภาพ สะท้อนถึงความเป็นย่านเศรษฐกิจที่มีชีวิตชีวาก่อนถูกปรับเปลี่ยนเป็นทางเข้า-ออกสถานีรถไฟฟ้า ที่ตั้งของชุมชนเจริญไชยจากข้อมูลประวัติศาสตร์ประกอบกับภาพถ่าย พื้นที่บริเวณนี้คือส่วนหนึ่งของชุมชนเจริญไชย เขตป้อมปราบศัตรูพ่ายซึ่งต่อมาได้กลายเป็นต้นกำเนิดของพิพิธภัณฑ์ บ้านเก่าเล่าเรื่อง เพื่อรักษาความทรงจำของย่านนี้ไว้ก่อนที่ความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่จะมาถึง
สรุปได้ว่า ก่อนจะเป็นสถานีวัดมังกร พื้นที่นี้คือแนวรบของการอนุรักษ์ที่พยายามปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของไชน่าทาวน์จากการขยายตัวของเมืองสมัยใหม่ค การปรับตัวของร้านค้าดั้งเดิมในเยาวราชหลังการมาถึงของรถไฟฟ้าซึ่งมีสัญญาณเตือนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 ตามที่ปรากฏในภาพสามารถวิเคราะห์ได้จากร่องรอยความเปลี่ยนแปลงและความพยายามดึงจุดเด่นของตนเองออกมาสู้กับกระแสโลกาภิวัตน์ ดังนี้
การเปลี่ยนจากร้านค้าดั้งเดิมสู่การเป็น มรดกที่มีชีวิต Heritage Value จากแรงต่อต้านในอดีตที่ใช้ป้ายผ้าประกาศว่า อย่าทำลาย ! ร้านค้าและชุมชนหลายแห่ง เช่น ชุมชนเจริญไชย ได้ปรับตัวโดยการเปลี่ยนความเก่าแก่ให้กลายเป็นมูลค่าทางการท่องเที่ยว มีการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ บ้านเก่าเล่าเรื่อง" เพื่อเล่าประวัติศาสตร์ของตนเอง แทนที่จะเป็นเพียงร้านขายของทั่วไป ทำให้ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มากับรถไฟฟ้าได้มากขึ้น การอยู่ร่วมและแข่งขันกับทุนสมัยใหม่
ในภาพปี 2542 เราเห็นป้าย 7-ELEVEN ติดตั้งอยู่บนอาคารเก่าเคียงข้างกับป้ายร้านค้าดั้งเดิมที่เลือนลาง สะท้อนให้เห็นว่าร้านค้าดั้งเดิมต้องปรับตัวอย่างหนักเพื่อรับมือกับระบบค้าปลีกสมัยใหม่ บางร้านเลือกที่จะปรับปรุงหน้าร้านใหม่ให้ทันสมัยขึ้น หรือหันไปใช้การตลาดที่ชัดเจนแบบป้ายโฆษณา หวังเหล่าจี้ ที่เห็น
เด่นชัดในภาพ เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าหน้าใหม่ที่เดินทางมาถึงสถานีวัดมังกร การใช้พื้นที่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภาพแสดงให้เห็นถึงการใช้พื้นที่ฟุตบาทหน้าหน้าร้านอย่างหนาแน่นและการมีแผงเหล็กกั้น เมื่อรถไฟฟ้าเปิดให้บริการ พื้นที่เหล่านี้มีความสำคัญมากขึ้น ร้านค้าดั้งเดิมหลายร้านต้องปรับรูปแบบการขายให้ตอบโจทย์การ ซื้อและไป Grab and Go หรือรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวเดินเท้า Walk-in ที่เพิ่มขึ้นมหาศาล
หลังการเปิดสถานีรถไฟฟ้า การรักษาเอกลักษณ์ท่ามกลางความทันสมัย แม้จะมีความกังวลเรื่องการทำลายอัตลักษณ์ตามข้อความ ที่นี่ไชน่าทาวน์ แต่การปรับตัวที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการที่ร้านค้าดั้งเดิมยังคงรักษาชื่อเสียงและรสชาติเดิมเอาไว้ แต่มีการสื่อสารผ่านสื่อโซเชียลมีเดียมากขึ้น เพื่อให้คนรุ่นใหม่ที่เดินทางมาด้วยรถไฟฟ้าสามารถค้นหาและเข้าถึงร้านลึกลับในซอยเก่าได้ง่ายขึ้น สรุปคือ การปรับตัวของร้านค้าดั้งเดิมเปลี่ยนจากการ ต่อต้านเพื่อความอยู่รอด มาเป็นการ ดึงมูลค่าทางประวัติศาสตร์ ออกมานำเสนอเป็นจุดขายสำคัญ เพื่อรับมือกับการไหลบ่าเข้ามาของผู้คนและกลุ่มทุนใหม่หลังมีรถไฟฟ้า


















